7 ข้อที่ Technical Trader  ต้องรู้ก่อนเริ่มต้นเทรด
29 ก.ค. 2025

Technical Trader คืออะไร

Technical Trader คืออะไร คือนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรที่ใช้ การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) เพื่อคาดการณ์ความเคลื่อนไหวของราคาในอนาคต โดยดูจากกราฟราคา ปริมาณการซื้อขาย และอินดิเคเตอร์ทางเทคนิค ไม่เน้นการวิเคราะห์ข่าว หรือพื้นฐานของบริษัท

Technical Trader เชื่อว่า “ราคาสะท้อนทุกอย่าง” ทำให้การดูกราฟคือกุญแจสำคัญในการเทรดอย่างมีประสิทธิภาพ

 


 

ข้อที่ 1: เข้าใจก่อนว่า “ราคา” บอกอะไร

กราฟราคาคือภาษาของตลาด ทุกแท่งเทียนบอกเล่าเรื่องราวของผู้ซื้อ–ผู้ขาย ไม่ใช่แค่เส้นสวย ๆ บนหน้าจอ

สิ่งที่มือใหม่ต้องเข้าใจคือ:

  • แท่งเทียน (Candlestick) บอกจุดเปิด, ปิด, สูงสุด, ต่ำสุด

  • จิตวิทยาราคา เช่น การเกิด "Pin Bar", "Engulfing"

  • แนวโน้ม (Trend) คือเพื่อนของคุณ อย่าต้านมันถ้าไม่ชัวร์

 


 

ข้อที่ 2: การเลือก Time Frame ที่เหมาะกับตัวเอง

Timeframe คือช่วงเวลาของแท่งเทียน เช่น 1 นาที, 15 นาที, รายวัน ฯลฯ

ตารางเปรียบเทียบสไตล์การเทรดในแต่ละ Time Frame

สไตล์เทรด

Time Frame ที่ใช้

ความถี่การเทรด

Scalping

M1 – M5

หลายครั้งต่อวัน

Day Trader

M15 – H1

วันละ 1–3 ครั้ง

Swing Trader

H4 – D1

สัปดาห์ละ 1–3 ครั้ง

Position Trader

Daily – Weekly

เดือนละ 1–2 ครั้ง

การเลือก Time frame ควรพิจารณาจากความถนัดและความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

 


 

ข้อที่ 3: เครื่องมือพื้นฐานที่ต้องรู้

มือใหม่ควรเริ่มจากเครื่องมือง่าย ๆ แต่ทรงพลัง เช่น:

  • แนวรับ–แนวต้าน (Support & Resistance): จุดที่ราคามักจะกลับตัว

  • เส้นแนวโน้ม (Trendline): ใช้ระบุทิศทางหลัก

  • เส้นค่าเฉลี่ย (Moving Averages): วัดแนวโน้มและจังหวะตัดขึ้น–ลง

  • RSI & MACD: อินดิเคเตอร์ที่ช่วยหาจังหวะเข้า–ออก

การเข้าใจเครื่องมือเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญในการวางแผนเทรดให้แม่นยำ

 


 

ข้อที่ 4: การตั้ง Stop Loss และ Take Profit

การเทรดโดยไม่มี Stop Loss = เดินทางโดยไม่มีเบรก

  • Stop Loss คือการจำกัดขาดทุนไว้ตามแผน เช่น 2–3% ของพอร์ตฅ

  • Take Profit คือการตั้งเป้ากำไร เช่น 1:2 หรือ 1:3 จากความเสี่ยง

  • อย่าลืมหลัก Risk–Reward Ratio ซึ่งควรคุ้มเสมอ

 


 

ข้อที่ 5: วางแผนการเทรดแบบมืออาชีพ

นักเทรดที่รอด = นักเทรดที่มี “ระบบ”

  • เขียนแผนการเทรดก่อนเข้าออเดอร์ทุกครั้ง

  • แผนควรระบุ: จุดเข้า, จุดออก, ขนาดล็อต, เหตุผลในการเข้า

  • ติดตามผลลัพธ์ และปรับกลยุทธ์หากจำเป็น

 


 

ข้อที่ 6: ฝึกใน Demo ก่อนลงเงินจริง

บัญชี Demo คือสนามซ้อม ไม่ต้องกลัวเจ็บตัว

  • ใช้ฝึกวิเคราะห์กราฟและทดลองกลยุทธ์

  • วางแผนเทรดเสมือนจริง

  • ค่อย ๆ สร้างความมั่นใจก่อนลงเงินจริง

มือใหม่ควรเทรด Demo อย่างน้อย 2–3 เดือนก่อนเปิดบัญชีจริง

 


 

ข้อที่ 7: รู้จักจิตวิทยาการเทรด

รู้กราฟ แต่ไม่รู้ใจตัวเอง = มีความเสี่ยงในการสูญเสียทั้งกำไรและโอกาสที่ดี

  • โลภ: เทรดหนักเกินความเสี่ยง

  • กลัว: ไม่กล้าเข้าเทรดแม้สัญญาณชัด

  • วินัย: ไม่ทำตามแผน

ฝึกควบคุมอารมณ์ และยึดตามแผนการเทรดให้เป็นนิสัย

 


 

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับมือใหม่

  • เริ่มจากการอ่านกราฟให้เข้าใจแทนการดูอินดิเคเตอร์หลายตัว

  • ศึกษาจาก YouTube หรือกลุ่มเทรดที่มีคุณภาพ

  • อย่าเทรดตามใครแบบไม่มีแผนการ ต้องมีเหตุผลประกอบทุกครั้ง

  • เน้น “อยู่รอด” ก่อน “ทำกำไร”

 


 

บทสรุปสำหรับนักเทรดรุ่นใหม่

การเป็น Technical Trader ไม่ใช่แค่การดูกราฟแล้วเทรดทันที แต่คือ “ศิลปะ+วินัย+ระบบ” ที่ต้องฝึกฝน หากคุณเป็นมือใหม่ที่กำลังมองหาเส้นทางในตลาดการเงิน บทความนี้คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด เรียนรู้ 7 ข้อสำคัญ แล้วลงมือฝึกอย่างต่อเนื่อง คุณจะสร้างโอกาสที่ยั่งยืนได้แน่นอน

 


 

FAQs เกี่ยวกับ Technical Trader

Technical Trader คืออะไร ต่างจากนักลงทุนทั่วไปยังไง?
คือผู้ใช้กราฟเป็นเครื่องมือหลัก ต่างจากนักลงทุนพื้นฐานที่ดูตัวเลขงบการเงิน ข่าว และโมเดลธุรกิจ

มือใหม่ควรเริ่มจากตลาดไหนก่อน?
ตลาดที่มีสภาพคล่องสูง เช่น Forex หรือ Bitcoin เหมาะสำหรับฝึกอ่านกราฟ

ต้องใช้ทุนเท่าไหร่ถึงเริ่มเทรดจริงได้?
ทุนเริ่มต้นที่ปลอดภัยควรอยู่ที่ 3,000–10,000 บาทขึ้นไป

อินดิเคเตอร์ตัวไหนเหมาะกับมือใหม่?
RSI, MACD และ Moving Average ใช้งานง่ายและให้สัญญาณชัด

การฝึกเทรดควรใช้เวลานานแค่ไหนก่อนลงเงินจริง?
แนะนำอย่างน้อย 2–3 เดือนในบัญชี Demo ก่อนเปิดบัญชีจริง

ต้องเรียนอะไรเพิ่มเติมไหมถ้าอยากเทรดจริงจัง?
ใช่! ควรเรียนรู้การวางแผน การบริหารความเสี่ยง และจิตวิทยาการเทรดควบคู่กัน